Thai English
ศิลป์ พีระศรี
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรจ (Professor Corrado Ferocil) เป็นชาวนครฟลอเรซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อ นาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมเมื่อปี พ.ศ. 2441 ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปี จึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปี และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญา โดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม

ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฎิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทย สามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆ ในงานประติมากรรมด้วย จึงได้ติดต่อกับรัฐบาลอิตาลีขอคัดเลือกนัก ประติมากรที่ชื่อเสียงเพื่อเข้ามาปฎิบัติราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนายคอร์ราโด เฟโรจี มาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 เมื่ออายุย่างเข้า 32 ปี โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท

ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ได้รับเงินเดือนเดือนละ 900 บาท ต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรม กรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ ท่านได้วางหลักสูตรอบรมกว้างๆ และทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฎิบัติผู้ไดรับการอบรมรุ่นแรก ๆ ส่วนมากสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนเพาะช่าง ได้แก่ สาย ประติมาปกร สุข อยู่มั่น ชิ้น ชื่อประสิทธ์ สวัสดิ์ ชื่นมะนา และแช่ม แดงชมพ ผู้ที่มาอบรม ฝึกงานกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น เพราะทางราชการมีนโยบายส่งเสริมช่างปั้น ช่างหล่อ ให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้มาเป็นผู้ช่วยช่างและบางคนก็เข้ารับราชการช่วยแบ่งเบาภาระ งานและช่วยทำให้กิจการปั้นหล่อของกรมศิลปากรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กำลังปั้นพระรูปพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล ด้วยดินเหนียว
เมื่อทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาศิลปะตามแนวในปัจจุบัน จึงได้ขอให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนศิลปะในยุโรป
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" และในปี พ.ศ. 2485 กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลในขณะนั้น โดย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และตราพราราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดสอนเพียง 2 สาขา วิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรม และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก ดังนั้นการเรียนการสอนศิลปะในสาขาวิชาศิลปะจึงเริ่มดำเนินการในระดับปริญญาขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปี พ.ศ. 2491 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้นำศิลปะไทยไปแสดง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีนี้ทานได้เดินทางกลับไปประเทศอิตาลี และเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในต้นปี พ.ศ. 2492 โดยกลับมาใช้ชีวิตเป็นครูสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทางด้านศิลปะอยู่ที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม
ในปี พ.ศ. 2496 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับหน้าที่อันมีเกียรติคือ เป็นประธานกรรมสมาคมศิลปะแห่งชาติซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมศิลปะนานาชาติ (International Association of Art) ในปี พ.ศ. 2497 ได้เป็นผู้แทนศิลปินไทยไปร่วมประชุมศิลปินระหว่างชาติครั้งแรกที่กรุงเวนิช ประเทศอิตาลี และในปี พ.ศ. 2503 การประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียท่านได้นำเอกสารผลงานศิลปะและบทความศิลปะชื่อศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย (Contemporary Art in Thailand) ไปเผยแพร่ในการประชุมด้วย ทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้น และนับเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างศิลปินต่างประเทศขึ้น

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี

กำเนิดโรงเรียนประณีตศิลปกรรมสู่โรงเรียนศิลปากร
ภายหลังจากก่อตั้งกรมศิลปากรขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบงานทางด้านศิลปกรรมโดยตรง และแบ่งประเภทงานศิลปกรรมออกเป็น 7 สาขา คือ งานช่างปั้น ช่างเขียน ดุริยางคศาสตร์ นาฎศาสตร์ สุทรพจน์ สภาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ ทำให้กรมศิลปากรมีหน้าที่ดูแลงานต่างๆ ขึ้นโดยชัดเจน
หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤต) อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ข้าราชการอยู่ในแผนกจิตรกรรมประติมากรรมและช่างรักกองสถาปัตยกรรมของกรมศิลปากร และคุณพระสาโรช รัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยงค์) สถาปนิกของกรมศิลปากรได้มีดำริร่วมกัน ในการผลิตบุคลากรเพื่อสานต่องานด้านศิลปกรรมของกรมศิลปากร โดยการจัดตั้งโรงเรียนอบรมและสอนวิชาศิลปะให้แก่ข้าราชการและคนไทยอย่างเป็นขั้นตอน ดังนั้นโรงเรียนประณีตศิลปกรรมจึงถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2477


โรงเรียนประณีตศิลปกรรม มีหลักสูตร 4 ปี ทำการสอนศิลปะตามมาตรฐานเดียวกับโรงเรียนศิลปะในยุโรป มีวิชาดังต่อไปนี้
ทฤษฏี
Projection
Light and Shade
Perspective
Landscape
Anatomy
History of Art
Composition and Design
Critic Art
Aesthetic
Ornament
Style of Art
Theory of colour
Thai Architecture
ปฏิบัติ
สาขาประติมากรรม
- การปั้นนูนต่ำ
- การปั้นนูนสูง
- การปั้นลอยตัว


สาขาจิตรกรรม
- เส้นดินสอ
- เส้นถ่าน
- การระบายสินค้า
- สีน้ำมัน
- สีฝุ่น


นักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนประณีตศิลปกรรมมีทั้งหมด 7 คนคือ แช่ม ขาวมีชื่อ พิมาน มูลประมุข สิทธิเดช แสงหิรัญ เฟื้อ หริพิทักษ์ จงกล กำจัดโรค สวัสดิ์ ชื่นมะนา และพวงทอง ไกรหงษ์ ในระยะแรกๆ ของการเรียนการสอนศิลปะในโรงเรียนประณีตศิลปกรรมนั้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอน มีครู อาจารย์และศิษย์รุ่นแรกๆ ช่วยสอนนักเรียนรุ่นต่อๆ มา การเข้าเรียนในโรงเรียนประณีตศิลปกรรมระยะแรกนั้น ใครสมัครเรียนช่างเขียนก็สอบระบายสีน้ำ ใครสมัครเรียนช่างปั้นจากแบบที่กำหนดให้
ในปี พ.ศ. 2480 โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรัยนศิลปากรแผนกช่าง ปรับปรุงการเรียนการสอนออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกนาฏดุริยางค์ แผนกประณีตศิลปกรรม และแผนกศิลปอุตสาหกรรม นักเรียนที่เรียนทางจิตรกรรมและประติมากรรมอยู่ในแผนกประณีตศิลปกรรม และ ยังคงใช้แนวการศึกษาแบบอะคาเดมี (Academy) แบบยุโรปในการเรียนการ สอนคือฝึกฝนพื้นฐานความรู้ความสามารถในการสร้างผลงานแบบเหมือนจริง โดยอาศัยข้อมูลจากธรรมชาติเป็นหลัก

กล่าวได้ว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้เป็นรากเหง้าสำคัญในการเติบโตของศิลปะสมัยใหม่ ดังจะเห็นได้จากการนำผลงานของนักเรียนโรงเรียนศิลปากรออกจัดแสดงแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานฉลองรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน และได้รับการวิจารณ์อย่างน่าสนใจ แนวทางในการสอนวิชาศิลปะแนวตะวันตก ที่เน้นการศึกษาข้อเท็จจริง จากธรรมชาติและการเคี่ยวเข็ญลูกศิษย์ลูกหาอย่างใกล้ชิดของกลุ่มอาจารย์ ทำให้โรงเรียนผลิตนักเรียนที่ก้าวมาสู่การเป็นศิลปิน และนักสร้างสรรค์ที่มีประสบการณ์และมีความสามารถสูง และกลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นศิลปิน ข้าราชการในกรมศิลปากร อาจารย์สอนในโรงเรียนศิลปากรแผนกช่างสร้างสรรค์ผลงานและ สืบต่อการสอนศิลปะในสถาบันให้ก้าวหน้าต่อไปยิ่งขึ้น
ความพิเศษอีกประการหนึ่งของโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ก็คือการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรมของช่างที่เคยเป็นข้าราชการกรมศิลปากร ให้ดำเนินต่อโดยมีความรู้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน ช่างศิลป์ในยุคสมัยนี้สร้างผลงานเชื่อมโยงกับรากฐานของศิลปวัฒนธรรมเดิม ทำให้ศิลปินและช่างศิลป์ในสมัยนี้มีทั้งกลุ่มที่มีความสามารถในแนวสากลตะวันตกและแนวประเพณีไทย และสิ่งหนึ่งที่ลูกศิษย์จากสถาบันแห่งนี้สามารถแสดงออกในการทำงานได้ ก็คือ ลักษณะผลงานและความพิเศษของแต่ละคนที่มีอยู่ในงานศิลปกรรมจะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในทางศิลปะนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว

กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร
สถาบันศิลปะอุดมศึกษาแห่งแรก


การเริ่มเปิดสอนศิลปะของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้แก่ข้าราชการและคนไทยที่รักทางช่างศิลป ในปี พ.ศ. 2477 ภายใต้ชื่อ โรงเรียนประณีตศิลปกรรม เพื่อฝึกอบรมวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม การก่อสร้างโรงเรียนดังกล่าวเป็นผลให้ประเทศไทยมีช่างศิลปที่สามารถทำงานได้ตามความต้องการของทางราชการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา และโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ในปี พ.ศ. 2485 โดยกรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการ ไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ยังคงดำรงตำแหน่งอาจารย์ช่างปั้น และเป็นผู้บริหารโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง รัฐบาลไทยในขณะนั้นมี ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาถึงความสำคัญของโรงเรียนแห่งนี้ และมาเยี่ยมชมดูกิจการของสถาบันด้วยตัวเอง ผลงานของคณะอาจารย์และศิษย์โรงเรียนสามารถ พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถอยู่บ่อยครั้งจากการจัดการแสดงครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2480 และการนำงานศิลปะทั้งประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม และส่วนตกแต่งอื่นๆ เข้าไปประกอบกับสถาปัตยกรรม และสิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนในเวลานั้นก์คือการสร้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2486 โดยการสนับสนุนของ ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ซึ่งนำเรื่องขึ้นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและมีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2486 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันทื่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 มีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัย เปิดสอนเพียง 2 สาขา คือ สาขาจิตรกรรม และสาขาประติมากรรม และมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี ผู้ที่สอบผ่าน 3 ปีจะได้รับอนุปริญญา
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้ชื่อเรียก "มหาวิทยาลัย" ไว้ในบทความชื่อ มหาวิทยาลัยศิลปากร ว่า
"สำหรับศูนย์กลางศิลปะนั้น ไม่ควรเรียกว่ามหาวิทยาลัย ควรจะเรียกว่า ศิลปะศึกษาสถาน (Academy) วิทยาลัย (College) หรือ สถาบันศิลปะ (Imstitute of Art) แต่ผู้ที่เข้าใจระบบการศึกษาของไทยเราย่อมจะรู้ว่านักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงจะได้รับการยกย่องโดยทั่วไปในยุโรป ในอเมริกา ในประเทศอื่นๆ นักศึกษาของสถาบันการศึกษาศิลปะที่กล่าวมาแล้ว มีสิทธิ์และได้รับการยกย่องนับถือเช่นเดียวกันกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ดังนั้นในต่างประเทศจึงไม่นิยมเรียกศูนย์กลางการศึกษาฝึกฝนศิลปะว่า มหาวิทยาลัย"


มหาวิทยาลัยศิลปากรในระยะแรกใช้ สถานที่ร่วมกับกรมศิลปากร

และเกี่ยวกับหลักสูตรในการเรียนการสอนของศาสตราจารย์ศิลป์ นั้น ท่านได้กล่าวไว้ในบทความชื่อ มหาวิทยาลัยศิลปากร ว่า
"เรื่องที่ถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการศึกษาศิลปะในประเทศนั้น ได้แก่ระบบและวิธีการสอนมีบางท่าน ผู้ประสงค์จะรักษาศิลปะแบบประเพณีไว้แนะนำว่า นักศึกษาควรลอกแบบของเก่า แต่เรามีความคิดว่า การลอกแบบของเก่านั้น ผู้ลอกกลายเป็นผู้เลียนแบบและไม่อาจทำงานถึงชั้นฝีมือชั้นสูงของอาจารย์ได้ ถึงจะมีได้ก็เป็นจำนวนน้อยมาก
วัฒนธรรมของเราในขณะนี้เห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลสะท้อนอยู่ในงานศิลปะสมัยใหม่ จึงเป็นธรรมดาที่ศิลปินปัจจุบันจะผลิตงานศิลปะขึ้นมาตามแนวของชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนกระทำ ตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้เราแต่งกายไม่เหมือนแต่ก่อน เรามีเครื่องจักรและวิธีการติดต่อขนส่งใหม่ๆ เรามีบ้านที่ตกแต่งอย่างงดงาม ฯลฯ ทุกวันนี้เราติดต่อกับโลกภายนอกอยู่ทุกขณะ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลสะท้อนอยู่ในการแสดงออกซึ่งลักษณะของศิลปะสมัยใหม่ด้วย
ผู้อ่านบันทึกนี้มิควรตกใจ เราสำนึกเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของศิลปะโบราณที่มีอยู่ต่อการทำงานศิลปะตามความรู้สึกปัจจุบัน และด้วยเหตุนี้เองในระหว่างระยะเวลา 3 ปี นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้างานศิลปะโบราณเป็นเวลาสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ถ้านักศึกษาเป็นผู้มีอุปนิสัยของศิลปินอย่างแท้จริง เขาก็ค่อยๆ ดึงดูดเอาวิญญาณของศิลปินในอดีตเข้ามาไว้ จกานั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกใหม่ของตน


บรรดาอดีตนักเรียนโรงเรียน ประณีตศิลปกรรม โรงเรียนศิลปากร

สิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษา อยู่ที่การพิจารณาถึงความต้องการของทางราชการและทางส่วนบุคคลแล้วแต่วิชาต่างๆ ที่สอนเท่าที่อาจเป็นได้ เราควรตระหนักว่าเมื่อนักศึกษาสำเร็จแล้วจะมีโอกาสหางานทำได้แค่ไหน
ในกรณีเช่นนี้เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ การผลิตศิลปินที่สามารถขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปะแบบประเพณี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับงานบูรณะซ่อมสร้างโบราณวัตถุสถาน
ประเด็นที่สอง คือ ความต้องการในศิลปะปัจจุบันบัดนี้เรามีสภาพความเป็นอยู่แตกต่างจากโบราณสมัยอย่างแท้จริง
อาคารสถานที่ในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยศิลปากรระยะเริ่มต้นนั้น ยังไม่มีความพร้อมมากนัก ต้องอาศัยสถานที่ของโรงเรียนศิลปากรซึ่งเคยใช้อยู่แต่เดิม และใช้ครูอาจารย์จากกรมศิลปากรทำหน้าที่สอนและบริหารการศึกษา และเพราะสาเหตุที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาที่บ้านเมืองตกต่ำทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จึงทำให้ได้รับงบประมาณน้อย และสาเหตุจากการที่ประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเงิน ทำให้เกิดผลกระทบต่อปัญหาดังกล่าว และมีข่าวลือว่าจะยุบมหาวิทยาลัย แต่คณาจารย์คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ดำเนินงานที่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองในด้านศิลปะวัฒนธรรมมาโดยตลอด ทำให้มหาวิทยาลัยมีฐานะเป็นที่ยอมรับในที่สุด


Copyright @ 2001 Buang Suang Art Studio All rights reserved.
24/8 M.6 Chaiyaprux Road Talingchan Bangkok 10170 
Tel. (662) 424-0428, 435-9483-4 Fax. (662) 4359486
E-mail: rewadee@basartstudio.com
With Comment or Question about this Web Site.