บทสัมภาษณ์

English Thai

Family impressions

ความประทับใจของครอบครัวลิวิสิทธ์

จากหนังสือพิมพ์ BANGKOK POST ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2544

     Artist Noparat Livisit sits beneath his "Lotuses in Fen", surrounded by his family. Clockwise from left: Patamares, Sansri, Veluree, Petcharin, Rewadee and Sripong.

 เพียงแค่คุณคิดว่ามีศิลปินเพียงหนึ่งคนอยู่ในบ้านนั่นก็นับว่ายากพอดู เพราะศิลปินมักมี อารมณ์แปรปรวน เสียส่วนใหญ่ ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณสรรศรี ลิวิสิทธ์ จะต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง
ฝันร้ายจริงๆ เพราะเธอถูกห้อมล้อม ไปด้วย บรรดาศิลปินนับตั้งแต่ คุณนพรัตน์ ลิวิสิทธ์ 
ผู้เป็นสามีและลูกทั้ง 4 คน คุณเพชริน อายุ 42 ปี คุณปทมเรศ อายุ 41 ปี คุณเวฬุรี อายุ 39 ปี คุณศรีพงศ์ อายุ 37 ปี รวมไปจนถึงลูกสะใภ้ คุณเรวดี 

แต่บรรยากาศในครอบครัวลิวิสิทธ์ ไม่เหมือนความแปลกประหลาดของ Addam’s family อย่างที่คุณคาด โดยมีคุณนพรัตน์ที่เป็นทั้งผู้นำและเป็นที่เคารพ นับถือตามแบบ อย่างของ ครอบครัวในสังคมไทย   ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงหัวเราะขำขันกันระหว่างพี่ๆน้องๆมีทั้งการถก เถียง กันบ้างตามธรรมดา และมีทั้งพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องรายการอาหารจนไปถึง การวิพากย์วิจารณ์ภาพเขียนที่บางครั้งก็ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน บางครั้งก็นุ่มนวล
คุณสรรศรีก็ปล่อยให้ลูกๆจัดการชีวิตของตัวเองไปด้วยความเข้าอกเข้าใจแต่เมื่อถึงเวลา ที่เธอโกรธบ้าง ทุกคนก็จะกระสับกระส่ายในความเงียบ ทุกคนรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้

ด้วยวัย 69 ปี คุณนพรัตน์ก็มาถึงจุดที่ทุกคนต้องอิจฉาในวิชาชีพของเขาเขาอาศัย อยู่อย่างเงียบสงบที่ทุ่งกุลาร้องให้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วาดรูปอย่างที่เขาต้องการ และก็จะมีผู้กระโจนออกมารับผลงานใหม่ๆของเขาเสมอศิลปะ อยู่ในสายเลือดของเขา

นับแต่เรียนจบจากจังหวัดร้อยเอ็ดคุณนพรัตน์ได้ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพและเข้าเรียน ที่วิทยาลัยเพาะช่าง มีเพื่อนร่วมรุ่น คือผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมสมัย คุณเปี๊ยก โปสเตอร์ และศิลปินแห่งชาติ คุณประหยัด พงศ์ดำ และอาจารย์ ชลูด นิ่มเสมอ ซึ่งเป็นคณบดีของ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในยุคนั้น ปี พ.ศ. 2493 วิทยาลัยเพาะช่างยังมีหลังคาเป็นมุงจาก พอถึงเวลาฝนตก นักเรียนก็เรียกว่านั่งอยู่ในโคลนเลยทีเดียว

แต่คุณนพรัตน์นั้น ไม่ได้ประสพความสำเร็จในบรรยากาศของการเรียนในระบบการศึกษา  "วิชาที่สอน ไม่เหมือนกับที่ผมคิดเอาไว้ ผมต้องการเรียนเพื่อจะวาดภาพประกอบ ผมประทับใจในภาพประกอบของ ครูเหม เวชกร ที่ลงในหนังสือพิมพ์รายวัน"
"หลังจากเรียนไปได้ 2 – 3 เดือน ผมก็รู้สึกเบื่อเอามากๆกับสิ่งที่ครูสอน ผมจึงเริ่มไม่เข้าเรียน และศึกษาด้วยตนเองผมซื้อหนังสือภาพ ประกอบของครูเหม เช่น ไกรทอง และพยายามลอกแบบของเขาแม้ขณะที่อยู่ในโรงเรียน"ความฝันที่จะดำเนินรอยตามและเป็น เหมือนลูกศิษย์ก้นกุฏิของครูเหม ก็เป็นความจริงขึ้นมาในวันหนึ่ง   ครูเหม ได้สอนให้เขาวาดภาพประกอบและแนะนำวิธีที่จะพัฒนา เทคนิคการวาดภาพและได้ให้งานแก่เขาด้วยด้วยความเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของเขาทำให้เขามีความสามารถทางด้านการวาดภาพ
ประกอบ ได้เป็นอย่างดี แต่การเรียนที่ในโรงเรียนเพาะช่างนั้นไม่ดีนัก และไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาสอบตก 2 ปีติดกัน   เมื่อเรียนจบเขา ได้ไปศึกษา ต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเหมือกับนักเรียนคนอื่นๆ เขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเรียนวิชาต่างๆในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีผลต่อ ชีวิตภายหน้า ของเขา แต่สิ่งนั้นก็ไม่มีผลต่ออาจารย์ ศิลป์ พีระศรีศิลปินผู้ใจดีและมีดวงตาที่หลักแหลมผู้เลือกประเทศไทยให้เป็นบ้าน ของเขา

"ผมตองสอบเอนทรานซ์ เพื่อจะเข้าเรียนคณะจิตรกรรม และผมสอบตกทุกวิชา วิชาที่อ่อนที่สุดคือ ภาษาอังกฤษเดียวที่ผมทำก็คือ การวาดภาพ อาจารย์ศิลป์ได้เห็นงานของผมและตัดสินใจรับผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย"นอกจากอาจารย์ ศิลป์ พีระศรี แล้ว ยังมีอาจารย์ ทวี นันทขว้างที่เป็นครูที่เคารพ และเป็นผู้แนะนำได้ให้คำแนะนำเรื่องการใช้สี  "ครั้งแรกที่ผมพบอาจารย์ทวีเป็นตอน ที่ผมกำลังวาดภาพอยู่ที่วัดโพธิ์ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเป็นใคร เมื่อผมหันมาเห็นอาจารย์ อาจารย์ได้ยิ้มให้ผมแล้วพูดว่า เธอเห็นไหม ท้องฟ้าประกอบขึ้นจากส่วนประกอบหลายอย่างในบรรยากาศ ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่ผสมเฉดสีฟ้าต่างๆกัน เข้ากับสีขาวเท่านั้น"

"อาจารย์พูดต่อว่า ท้องฟ้าของคุณไม่มีบรรยากาศ แล้วอาจารย์ก็เอาจานผสมสีของผมไป  แล้วเริ่มผสมสีต่างๆกัน เข้ากับสีฟ้า 
และเมื่อทาลงบนผืนผ้าใบเท่านั้น ว้าว  มันอย่างเกิดความแตกต่างขึ้นมาจริงๆแต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ย้อนรอยตัวมันเองอีกครั้ง"  "ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมต้องเรียน วิชา anatomy , art history ซึ่งวิชาส่วนใหญ่ต้องใช้ความจำมากๆ เช่น จำ biceps, triceps "และภาษาอังกฤษก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม  ผมตัดสินใจจะเลิกเรียนและได้บอกกับอาจารย์ทวีว่าต้องการจะ drop อาจารย์ ถามว่าทำไม ผมได้โกหกไปว่าเป็นเพราะผมไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนอีกต่อไปได้"  "อาจารย์จึงบอกว่าอาจารย์จะช่วย แล้วอาจารย์ ได้นำงานของผมไปให้อาจารย์ ศิลป์  พีระศรี ชมแล้วบอกว่าผมเป็นนักเรียนที่มีความสามารถและสมควรได้รับความช่วยเหลือ 
ซึ่งจริงๆแล้วในตอนนั้นผมสามารถจัดการเรื่องเงินได้ค่อนข้างดี  จากรายได้ของการเขียนภาพประกอบ แต่เป็นเพราะเรื่องที่ต้องท่อง  จำ นี่ที่ผมไม่สามารถจัดการกับมันได้ ผมเพียงแต่รู้ว่าจะต้องสอบตกอีกแน่ๆ  ทั้งอาจารย์ ศิลป์ และ อาจารย์ทวีไม่ยอมให้ผมลาออก 
วันหนึ่งอาจารย์ศิลป์เห็นผมจึงได้กวักมือเรียก และยื่นเงินให้ แล้วบอกว่า”นี่ รับนี่ไปแล้วเอาไปซื้อสี"    "โอ้ นี่ผมได้ทำอะไรลงไป ผมได้โกหกอาจารย์ จนทำให้อาจารย์ต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อประโยชน์ของผม "ด้วยความคิดเช่นนั้น ที่เกิดขึ้น ผมจึงได้ลาออก หลังจากเรียนในมหาวิทยาลัยเพียง 6 เดือน แล้ว อุทิศตัวเองให้กับงานเขียนภาพประกอบ   ซึ่งมีผู้ที่มีความ สามารถและความเชี่ยว  ชาญ อยู่เพียง 2 ท่าน ในงานนี้ นั่นคือ ครูเหม เวชกร อยู่ที่ เพลินจิต publishing house และ ครูพนม สุวรรณบุญ อยู่ที่ ปิยะมิตร คุณนพรัตน์ก็ได้พบว่าเขาเป็นที่ต้องการมาก   และต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนให้กับนิตยสาร และ หนังสือพิมพ์ กว่า 30 ฉบับตลอดระยะเวลา 15 ปีต่อมา

ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธภาษาอังกฤษมาตลอด แต่ในปี พ.ศ. 2507 นพรัตน์ก็ยังได้งานที่ฝ่ายศิลปะ ของ United State Information Service (USIS) และทำงานที่นั่นเป็นเวลา 5 ปี"  ผมไม่รู้ว่าผมได้งานที่นั้นได้อย่างไร มีครูคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยศิลปากรแนะนำ ให้ผมไปสมัครในวันสุดท้ายพอดี แล้วผมก็ได้งานได้ไงไม่รู้ ภาษาอังกฤษผมไม่ดี ผมไม่สามารถสื่อสารกับฝรั่งได้ เขาให้ครูจาก  AUA  มาสอนภาษาอังกฤษที่ทำงานทุกเช้าก่อนเริ่มงานวันละ 15 นาที  "ผมนั่งอยู่ในห้องเรียน ทุกอย่างที่ครูสอนเข้าหูข้างหนึ่งแล้ว ทะลุออก ไปยังหูอีกข้างหนึ่ง ผมเพียงแค่รู้สึกไม่สนใจความสนใจเป็นสิ่งสำคัญของทุกๆอย่างที่คุณทำถ้าคุณไม่สามารถ จับความ สนใจของเด็กๆ ในโรงเรียนได้เด็กเหล่านั้นก็จะไม่สามารถที่จะเรียนรู้อะไรได้เลย  ผมมีความสุขกับงานของผมและผมไม่เห็น ความ จำเป็น ที่จะต้อง พัฒนาทักษะและความรู้เลยในปี พ.ศ. 2512 เป็นจุกหักเหที่สำคัญที่สุดในชีวิต นอกจากจะออกจากงานที่ USIS แล้วเขายังหันหลัง ให้กับการวาดภาพประกอบแล้วมุ่งมั่นกับการวาดภาพสีน้ำมัน 

ด้วยความสามารถที่เป็นเยี่ยมที่ได้เรียนรู้ฝึกปรือมาตั้งแต่สมัยเรียนที่วิทยาลัยเพาะช่างและ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตอนนั้นเขาเคย ได้รับรางวัลชนะเลิศจากจิตรกรปฏิมากรสมาคม (The Painter and The Sculpture Association Exhibition ) ในปี พ.ศ. 2496 และ 2497  สำหรับนพรัตน์ มันเป็นเหมือนเปลวไฟที่กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งในสมัยก่อน  งานของนพรัตน์ ที่วางในแกลเลอรี่ ซึ่งมักเป็น ร้านของที่ระลึกสำหรับชาวต่างชาติ จะถูกขายไปอย่างรวดเร็ว ผู้ซื้อส่วนใหญ่ ประมาณ 99 % เป็นชาวต่างชาติเนื่องจาก คนไทยไม่นิยมแขวนภาพวาดไว้บนฝาผนัง   สมัยก่อนเรามีรายได้มาก มีคนสั่งภาพเข้ามาเป็นร้อย   ศิลปินต้องมีความชำนาญในการ ที่จะผลิตผลงานในปริมาณมากๆตามความต้องการของตลาดที่โตขึ้นมาภายหลังสงครามเวียดนามเหมือน คนทำร่มที่จังหวัดเชียงใหม่ การเจริญเติบโตของแวดวงศิลปะในประเทศไทยตลอดปีที่ผ่านมานั้น หมายถึงครอบครัวของคุณนพรัตน์สามารถมีรายได้จากอาชีพที่ พวกเขาเลือกไม่ว่าจะเนื่องจากสายเลือดหรือความรู้สึกต่อการศึกษาตามระบบในโรงเรียน ลูกๆของคุณนพรัตน์ก็มีความรู้สึกเหมือน ๆ กัน 

ถึงแม้ว่าคุณสรรศรีได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ก็ตาม แต่ลูกๆทุกคนต่างก็ละทิ้งการเรียนในหัองเรียนเพื่อมาวาดรูปทั้งหมด
ศิลปะนำวิถีชีวิตในบ้านนี้เสมอมา เนื่องจากคุณนพรัตน์ได้ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการวาดภาพ สีน้ำมันและผืนผ้าใบจึงกลายเป็น ธรรมชาติ ที่รายล้อมบรรดาลูกๆทุกคนที่เติบโตขึ้นมา และทันทีที่พวกเขาสามารถจับแปรงทาสีได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะช่วย คุณพ่อลงสีพื้นลง บนผืนผ้าใบคุณนพรัตน์ไม่ได้ให้ลูกๆมานั่งลงแล้วสอนวิชาการวาดภาพอย่างจริงๆจังๆ ความสามารถด้านศิลปะของ เขาคงจะต้อง เป็นส่วน เด่นที่ถ่ายทอดลงมาถึงลูกๆทางพันธุกรรมคุณปทมเรศ   กล่าวว่า"คุณพ่อไม่ได้สอนเราวาดภาพอย่างจริงๆจังๆ เช่นเราจะ  ใช้แสง ในการวาดภาพอย่างไร เขาจะให้เราวาดอย่างที่เราอยากวาด หลังจากนั้นเขาจะบอกเทคนิคและให้คำแนะนำแก่เรา" ในขณะที่คุณปทมเรศมีอายุเพียง 16 ป  ีผลงานของเขาได้ถูกเลือกโดยสถาบัน  Goethe  เพื่อแสดงในเยอรมันตะวันตกเมื่อปี พ.ศ.2519    คุณปทมเรศ ศิลปินผมยาว เสียงนุ่ม ผู้ซึ่งชอบผลงานส่วนที่อ่อนโยนของ Van Gogh เขาได้แสดงความรู้สึก ของความ มีชีวิตชีวา ออกมาจากภาพวาดแบบ Impressionist ทำให้เกิดผลงานที่มี ความโรแมนติกอย่างลึกล้ำ"คุณพ่อเน้นย้ำเรื่องการใช้สี  ซึ่งเป็นส่วน ประกอบที่สำคัญที่สุดของศิลปะ รูปแบบก็มีความสำคัญรองลงมา รูปภาพบางรูปอาจมี Form เป็นเด็กๆ  แต่การใช้สีเป็น สิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้รูปภาพโดดเด่นขึ้นมา มีน้ำหนัก มีความสมดุล และมีความรู้สึก"

คุณนพรัตน์กล่าวเสริมเรื่องทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับการสอนศิลปะว่า "กับพวกเด็กๆ ส่วนสำคัญก็คือทำอย่างไรให้พวกเขาชอบ ซาบซึ้ง และประทับใจในศิลปะ ถ้าพวกเขาคิดว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ดีๆ เขาก็อยากจะทำมันเอง วิธีที่ดีที่สุดในการสอนคือ ไม่สอนอะไรเลย ปล่อยให้ เขาวาดไปตามความรู้สึกที่อยากจะวาด แล้วชี้จุดที่เขาจะต้องปรับปรุง"     อาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ เคยสอนเด็กๆที่โรงเรียนสาธิต และพวกเขาสนุกกันมากในการเรียนชั่วโมงของเขา    อาจารย์จะเหวี่ยงแขนไปมาแล้วถามเด็กๆว่า มันน่าสนใจหรือไม่ แน่นอนคำตอบคือ ไม่  แล้วอาจารย์ก็จะยักสะโพก เละกระดิกแขนขึ้นไปในอากาศ แล้วถามซ้ำว่าเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนมันดูสนุกขึ้นมาก มันก็เหมือนกับ การวาดภาพ ถ้าคุณวาดแต่เส้นตรงเพียงอย่างเดียวไปเรื่อยๆมันก็น่าเบื่อ แต่ถ้าได้เติมส่วนประกอบ Contrast ดูแล้วมันจะเกิดความ น่าสนใจ นั่นคือส่วนสำคัญของการวางองค์ประกอบ    คุณนพรัตน์กล่าวว่า การเป็นนักวาดภาพที่ดี  จะมีสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไปคือ   ความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก คนส่วนใหญ่เห็นต้นไม้เป็นแค่ต้นไม้ มีเงาเท่านั้น แต่จิตรกรจะเห็นต้นไม้ในรูปของ แสง เงา สี contrast และรูปร่าง    ลูกๆทุกคน ก็ได้พัฒนาฝีมือขึ้นมาตามแบบของตัวเอง และประสพความสำเร็จในด้านการตลาดถึงแม้ว่า บางครั้ง มันจะไม่ง่ายนัก

คุณศรีพงศ์ ซึ่งเป็นลูกชายคนสุดท้องยังจำได้ถึงเมื่อครั้งที่เขาเกือบจะร้องไห้จากความรู้สึกถึงการแข่งขัน กันระหว่างพี่น้องที่ซ่อน อยู่ภายใน   คุณศรีพงศ์กล่าวว่า"ผมพบว่าการวาดภาพสำหรับผมนั้นมันยากมากกว่าพี่ชายและพี่สาว และผมต้องพยายามเอามากๆ 
มันรู้สึกหมดกำลังใจเมื่อพบว่างานของผมไม่ดีเท่ากับของพี่ๆ  และผมก็มักร้องไห้หลายครั้ง ตอนแรกผมเป็นนักดนตรีแต่ผมก็วาดภาพ เหมือนกัน  เมื่อมีคนมาจากแกลเลอรี่มาเลือกรูปของพ่อผม พวกเขามักเลือกรูปของผมไปด้วยความเกรงใจผม ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจ ผลงาน ของผมเลย   วันหนึ่งผมได้ไปอยู่กับพ่อที่ทุ่งกุลาร้องให้ แล้วเริ่มลอกภาพของจิตรกรอเมริกัน แล้วผมก็เริ่มที่จะเข้าใจมัน ถึงตอนนี้สไตล์ ของผมจะเป็นแบบสีดิบๆสดๆ   คุณพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เลยทำต่อไปเรื่อยๆ  จึงเป็นความคิดของคุณศรีพงศ์ ที่เปิดแกลเลอรี่ที่ตลิ่งชัน   ไม่ใช่ทำเพื่อการค้าขายเสียทีเดียว แต่เป็นเหมือนสถานที่โชว์ผลงานของของตระกูล ลิวิสิท์ แต่ละคน มีผลงานกองๆไว้มากมายผมจึงอยากรวบรวมมันไว้ในที่ๆเดียว    มีคนมาขอให้เราเปิดสอนการวาดภาพแต่จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการ ที่จะทำเช่นนั้น สิ่งที่เราทำนั่นคือการให้คำแนะนำแก่นักเรียนศิลปะที่นำผลงานมาให้ติชม   เราต้องการเน้นหนักไปทางงานแกลเลอรี่ มากกว่า"บวงสรวงแกลเลอรี่ เป็นเหมือนสตูดิโอส่วนตัวภายในบริเวณบ้าน  ที่ๆแขกสามารถเข้ามานั่งที่โซฟาหวายข้างๆประตู   มีภาพวาด ของต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ยังวาดไม่เสร็จวางอยู่บนขาตั้งข้างๆโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองแผ่นซีด   ีที่บ่งถึงรสนิยมของศิลปิน ครอบครัวนี้ Elvi    Presly, Quincy Jones, Tony Bennett, Queen , Los Latino, Jimi Hendrix, Bonnie   Tyler   เครื่องเล่นซีดีแบบพกพา ที่ถูกสีสบัดกระจาย(บ่งถึง Impressionist spirit อย่างแท้จริง) ได้ถูกวางอยู่บนพื้นใกล้ๆ กับเฟรมภาพ ฝาผนังทุกด้านของห้องทั้งสามได้ถูก จัดแต่งด้วยภาพวาดของทุกๆคนตั้งแต่พื้นไปจนถึงเพดาน  ที่ตรงกลางของผนัง ด้านหนึ่งเป็นที่วางภาพดอกบัวของคุณนพรัตน์ที่ทุกคนภาคภูมิใจถึง แม้ว่าจะสามารถเห็นภาพตลาดน้ำ   และภาพบ้านชนบท ของพวกเขาได้ใน แกลเลอรอรี่ ต่างๆในกรุงเทพ แต่ที่นี่เป็นที่ที่พวกเขาสามารถวาดภาพสิ่งที่เขาต้องการได้ตามอำเภอใจ

ภรรยาของคุณศรีพงศ์ คุณเรวดี ผู้เรียนมาเพื่อเป็นนักเปียโนพบว่าเธอไม่สามารถวาดภาพตามที่ตลาดต้องการได้ เธอจึงแสดงผลงาน ของเธอเองที่นี่เท่านั้น  ผมสั้นเกรียนและดวงตาที่ต่อสู้ของเธอบ่งถึงความเป็น คนที่มีลักษณะไม่ยอมทำตามทางใครง่ายๆ เธอพบ คุณศรีพงศ์โดยมีดนตรีเป็นสื่อ  แต่เป็นเพราะความรักในศิลปะเหมือนๆกันทำให้ทั้งสองได้มาใกล้ชิดกันเธอได้ถูกชวนให้มาเรียน ศิลปะกับคุณนพรัตน์ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นคุณพ่อสามีของเธอ สำหรับเธอแล้ว การวาดภาพเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นตัวของตัวเอง "สามีบอกว่าฉันเอาแต่ใจตัวเอง"  ครอบครัวที่วาดภาพมาด้วยกัน อยู่ร่วมกัคงจะต้องคอยดูว่าในรุ่นหลานถัดไปจะยังคงยึดถือแนวทาง ของศิลปะต่อไปหรือไม่

Copyright @ 2001 Buang Suang Art Studio All rights reserved.
24/8 M.6 Chaiyaprux Road Talingchan Bangkok 10170 
Tel. (662) 424-0428, 435-9483-4 Fax. (662) 4359486
E-mail: rewadee@basartstudio.com
With Comment or Question about this Web Site.
Last Modify: 08 July 2001 .