|
||||
Family impressionsความประทับใจของครอบครัวลิวิสิทธ์ จากหนังสือพิมพ์ BANGKOK POST ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน 2544 |
|
|
ฝันร้ายจริงๆ เพราะเธอถูกห้อมล้อม ไปด้วย บรรดาศิลปินนับตั้งแต่ คุณนพรัตน์ ลิวิสิทธ์ ผู้เป็นสามีและลูกทั้ง 4 คน คุณเพชริน อายุ 42 ปี คุณปทมเรศ อายุ 41 ปี คุณเวฬุรี อายุ 39 ปี คุณศรีพงศ์ อายุ 37 ปี รวมไปจนถึงลูกสะใภ้ คุณเรวดี คุณสรรศรีก็ปล่อยให้ลูกๆจัดการชีวิตของตัวเองไปด้วยความเข้าอกเข้าใจแต่เมื่อถึงเวลา ที่เธอโกรธบ้าง ทุกคนก็จะกระสับกระส่ายในความเงียบ ทุกคนรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้ |
| นับแต่เรียนจบจากจังหวัดร้อยเอ็ดคุณนพรัตน์ได้ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพและเข้าเรียน
ที่วิทยาลัยเพาะช่าง มีเพื่อนร่วมรุ่น คือผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมสมัย คุณเปี๊ยก โปสเตอร์ และศิลปินแห่งชาติ คุณประหยัด พงศ์ดำ และอาจารย์ ชลูด
นิ่มเสมอ
ซึ่งเป็นคณบดีของ
มหาวิทยาลัยศิลปากร ในยุคนั้น ปี พ.ศ. 2493
วิทยาลัยเพาะช่างยังมีหลังคาเป็นมุงจาก พอถึงเวลาฝนตก
นักเรียนก็เรียกว่านั่งอยู่ในโคลนเลยทีเดียว "หลังจากเรียนไปได้ 2 – 3 เดือน ผมก็รู้สึกเบื่อเอามากๆกับสิ่งที่ครูสอน ผมจึงเริ่มไม่เข้าเรียน และศึกษาด้วยตนเองผมซื้อหนังสือภาพ ประกอบของครูเหม เช่น ไกรทอง และพยายามลอกแบบของเขาแม้ขณะที่อยู่ในโรงเรียน"ความฝันที่จะดำเนินรอยตามและเป็น เหมือนลูกศิษย์ก้นกุฏิของครูเหม ก็เป็นความจริงขึ้นมาในวันหนึ่ง ครูเหม ได้สอนให้เขาวาดภาพประกอบและแนะนำวิธีที่จะพัฒนา เทคนิคการวาดภาพและได้ให้งานแก่เขาด้วยด้วยความเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของเขาทำให้เขามีความสามารถทางด้านการวาดภาพ ประกอบ ได้เป็นอย่างดี แต่การเรียนที่ในโรงเรียนเพาะช่างนั้นไม่ดีนัก และไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาสอบตก 2 ปีติดกัน เมื่อเรียนจบเขา ได้ไปศึกษา ต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเหมือกับนักเรียนคนอื่นๆ เขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเรียนวิชาต่างๆในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีผลต่อ ชีวิตภายหน้า ของเขา แต่สิ่งนั้นก็ไม่มีผลต่ออาจารย์ ศิลป์ พีระศรีศิลปินผู้ใจดีและมีดวงตาที่หลักแหลมผู้เลือกประเทศไทยให้เป็นบ้าน ของเขา และเมื่อทาลงบนผืนผ้าใบเท่านั้น ว้าว มันอย่างเกิดความแตกต่างขึ้นมาจริงๆแต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ย้อนรอยตัวมันเองอีกครั้ง" "ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมต้องเรียน วิชา anatomy , art history ซึ่งวิชาส่วนใหญ่ต้องใช้ความจำมากๆ เช่น จำ biceps, triceps "และภาษาอังกฤษก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ผมตัดสินใจจะเลิกเรียนและได้บอกกับอาจารย์ทวีว่าต้องการจะ drop อาจารย์ ถามว่าทำไม ผมได้โกหกไปว่าเป็นเพราะผมไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนอีกต่อไปได้" "อาจารย์จึงบอกว่าอาจารย์จะช่วย แล้วอาจารย์ ได้นำงานของผมไปให้อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี ชมแล้วบอกว่าผมเป็นนักเรียนที่มีความสามารถและสมควรได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจริงๆแล้วในตอนนั้นผมสามารถจัดการเรื่องเงินได้ค่อนข้างดี จากรายได้ของการเขียนภาพประกอบ แต่เป็นเพราะเรื่องที่ต้องท่อง จำ นี่ที่ผมไม่สามารถจัดการกับมันได้ ผมเพียงแต่รู้ว่าจะต้องสอบตกอีกแน่ๆ ทั้งอาจารย์ ศิลป์ และ อาจารย์ทวีไม่ยอมให้ผมลาออก วันหนึ่งอาจารย์ศิลป์เห็นผมจึงได้กวักมือเรียก และยื่นเงินให้ แล้วบอกว่า”นี่ รับนี่ไปแล้วเอาไปซื้อสี" "โอ้ นี่ผมได้ทำอะไรลงไป ผมได้โกหกอาจารย์ จนทำให้อาจารย์ต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อประโยชน์ของผม "ด้วยความคิดเช่นนั้น ที่เกิดขึ้น ผมจึงได้ลาออก หลังจากเรียนในมหาวิทยาลัยเพียง 6 เดือน แล้ว อุทิศตัวเองให้กับงานเขียนภาพประกอบ ซึ่งมีผู้ที่มีความ สามารถและความเชี่ยว ชาญ อยู่เพียง 2 ท่าน ในงานนี้ นั่นคือ ครูเหม เวชกร อยู่ที่ เพลินจิต publishing house และ ครูพนม สุวรรณบุญ อยู่ที่ ปิยะมิตร คุณนพรัตน์ก็ได้พบว่าเขาเป็นที่ต้องการมาก และต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนให้กับนิตยสาร และ หนังสือพิมพ์ กว่า 30 ฉบับตลอดระยะเวลา 15 ปีต่อมา ศิลปะนำวิถีชีวิตในบ้านนี้เสมอมา เนื่องจากคุณนพรัตน์ได้ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการวาดภาพ สีน้ำมันและผืนผ้าใบจึงกลายเป็น ธรรมชาติ ที่รายล้อมบรรดาลูกๆทุกคนที่เติบโตขึ้นมา และทันทีที่พวกเขาสามารถจับแปรงทาสีได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะช่วย คุณพ่อลงสีพื้นลง บนผืนผ้าใบคุณนพรัตน์ไม่ได้ให้ลูกๆมานั่งลงแล้วสอนวิชาการวาดภาพอย่างจริงๆจังๆ ความสามารถด้านศิลปะของ เขาคงจะต้อง เป็นส่วน เด่นที่ถ่ายทอดลงมาถึงลูกๆทางพันธุกรรมคุณปทมเรศ กล่าวว่า"คุณพ่อไม่ได้สอนเราวาดภาพอย่างจริงๆจังๆ เช่นเราจะ ใช้แสง ในการวาดภาพอย่างไร เขาจะให้เราวาดอย่างที่เราอยากวาด หลังจากนั้นเขาจะบอกเทคนิคและให้คำแนะนำแก่เรา" ในขณะที่คุณปทมเรศมีอายุเพียง 16 ป ีผลงานของเขาได้ถูกเลือกโดยสถาบัน Goethe เพื่อแสดงในเยอรมันตะวันตกเมื่อปี พ.ศ.2519 คุณปทมเรศ ศิลปินผมยาว เสียงนุ่ม ผู้ซึ่งชอบผลงานส่วนที่อ่อนโยนของ Van Gogh เขาได้แสดงความรู้สึก ของความ มีชีวิตชีวา ออกมาจากภาพวาดแบบ Impressionist ทำให้เกิดผลงานที่มี ความโรแมนติกอย่างลึกล้ำ"คุณพ่อเน้นย้ำเรื่องการใช้สี ซึ่งเป็นส่วน ประกอบที่สำคัญที่สุดของศิลปะ รูปแบบก็มีความสำคัญรองลงมา รูปภาพบางรูปอาจมี Form เป็นเด็กๆ แต่การใช้สีเป็น สิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้รูปภาพโดดเด่นขึ้นมา มีน้ำหนัก มีความสมดุล และมีความรู้สึก" มันรู้สึกหมดกำลังใจเมื่อพบว่างานของผมไม่ดีเท่ากับของพี่ๆ และผมก็มักร้องไห้หลายครั้ง ตอนแรกผมเป็นนักดนตรีแต่ผมก็วาดภาพ เหมือนกัน เมื่อมีคนมาจากแกลเลอรี่มาเลือกรูปของพ่อผม พวกเขามักเลือกรูปของผมไปด้วยความเกรงใจผม ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจ ผลงาน ของผมเลย วันหนึ่งผมได้ไปอยู่กับพ่อที่ทุ่งกุลาร้องให้ แล้วเริ่มลอกภาพของจิตรกรอเมริกัน แล้วผมก็เริ่มที่จะเข้าใจมัน ถึงตอนนี้สไตล์ ของผมจะเป็นแบบสีดิบๆสดๆ คุณพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เลยทำต่อไปเรื่อยๆ จึงเป็นความคิดของคุณศรีพงศ์ ที่เปิดแกลเลอรี่ที่ตลิ่งชัน ไม่ใช่ทำเพื่อการค้าขายเสียทีเดียว แต่เป็นเหมือนสถานที่โชว์ผลงานของของตระกูล ลิวิสิท์ แต่ละคน มีผลงานกองๆไว้มากมายผมจึงอยากรวบรวมมันไว้ในที่ๆเดียว มีคนมาขอให้เราเปิดสอนการวาดภาพแต่จริงๆแล้วเราไม่ได้ต้องการ ที่จะทำเช่นนั้น สิ่งที่เราทำนั่นคือการให้คำแนะนำแก่นักเรียนศิลปะที่นำผลงานมาให้ติชม เราต้องการเน้นหนักไปทางงานแกลเลอรี่ มากกว่า"บวงสรวงแกลเลอรี่ เป็นเหมือนสตูดิโอส่วนตัวภายในบริเวณบ้าน ที่ๆแขกสามารถเข้ามานั่งที่โซฟาหวายข้างๆประตู มีภาพวาด ของต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ยังวาดไม่เสร็จวางอยู่บนขาตั้งข้างๆโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองแผ่นซีด ีที่บ่งถึงรสนิยมของศิลปิน ครอบครัวนี้ Elvi Presly, Quincy Jones, Tony Bennett, Queen , Los Latino, Jimi Hendrix, Bonnie Tyler เครื่องเล่นซีดีแบบพกพา ที่ถูกสีสบัดกระจาย(บ่งถึง Impressionist spirit อย่างแท้จริง) ได้ถูกวางอยู่บนพื้นใกล้ๆ กับเฟรมภาพ ฝาผนังทุกด้านของห้องทั้งสามได้ถูก จัดแต่งด้วยภาพวาดของทุกๆคนตั้งแต่พื้นไปจนถึงเพดาน ที่ตรงกลางของผนัง ด้านหนึ่งเป็นที่วางภาพดอกบัวของคุณนพรัตน์ที่ทุกคนภาคภูมิใจถึง แม้ว่าจะสามารถเห็นภาพตลาดน้ำ และภาพบ้านชนบท ของพวกเขาได้ใน แกลเลอรอรี่ ต่างๆในกรุงเทพ แต่ที่นี่เป็นที่ที่พวกเขาสามารถวาดภาพสิ่งที่เขาต้องการได้ตามอำเภอใจ |
|
|
Copyright @ 2001 Buang Suang Art Studio All rights
reserved. |